Archives Art Galleries

“คลองบางนางแท่น”

สถานที่ตั้งมโนปณิธานบวชอุทิศชีวิต ของหลวงปู่วัดปากน้ำเมื่ออายุ ๑๙ ปี

ทางก็เคี้ยว โจรก็ร้าย

ชาติภูมิเดิมเป็นพ่อค้า เข้าตั้งภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านหมู่เหนือของวัดสองพี่น้อง คือทิศใต้ของวัดค้าขายมาตั้งแต่อายุ 14 ปีเศษๆ นับตั้งแต่บิดาล่วงไป ก็เป็นพ่อค้าแทนบิดา เลี้ยงมารดามาจนถึงอายุ 19 ปี ตรงนี้ได้ปฏิญาณตัวบวชจนตายด้วยมามีอุปสรรคเกิดขึ้น ในระหว่างขายข้าวแล้วนำเรือเปล่ากลับบ้าน เข้าลัดที่คลองบางอีแท่น เหนือตลาดใหม่ แม่น้ำนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ในลัดนี้ไม่สู้ไกลนัก แต่พวกโจรชุกชุม แต่พอเข้าลัดไปเล็กน้อย ก็มาคิดแต่ในใจว่า “คลองก็เล็ก โจรก็ร้าย ท้ายเรือเข้า ก็ไส่เสี่ยกับฝั่ง ไม่ต่ำไม่สูงกว่ากันเท่าไรนัก น่าหวาดเสียวอันตราย” ปุรพชนต้นสกุลของเราก็ทำมาดังนี้ เหมือนๆกัน จนถึงบิดาของเรา และตัวของเรา บัดนี้ไปทางไหนหมด ก็ปรากฎแก่ใจว่าตายหมด แล้วตัวของเราเล่าก็ต้องตายเหมือนกัน แต่พอคิดถึงตายขึ้นมาดังนี้แล้ว ใจก็ชักเสียวๆนึกถึงความตายที่จะมาถึงตัว อธิษฐานในใจของตัวเองว่า “ขออย่าให้เราตายเสียก่อน ขอให้ได้บวชเสียก่อนเถิด ถ้าบวชแล้วไม่สึกจนตลอดชีวิตตรงนี้ บวชจริงมาเสียแต่อายุ…

เพลคาบ่าวัว

ครั้งหนึ่ง ท่านได้รับหน้าที่ ให้นำวัวไปไถนา เพื่อเตรียมปลูกข้าวกล้า ท่านนำวัวไปไถนาตั้งแต่ตอนเช้า จนถึงเวลาใกล้เพล ท่านก็หยุดไถปลดแอกที่บ่าวัวออก แล้วหาหญ้าหาน้ำให้วัวกินเพราะท่านถือคติตั้งแต่โบราณว่า “เพลคา บ่าวัว” จะไม่ประพฤติ คือไม่ใช้ แรงงานสัตว์ เกินความจำเป็น

คิดสอนตัวเองเป็นตั้งเเต่วัยเยาว์

ครั้งหนึ่งท่านนอนอยู่ในเปลตื่นขึ้นมาท่านรู้สึกหิว มองไปรอบๆ เห็นแม่กำลังทำงานอยู่ จึงบอกกับตัวเองว่า “ตอนนี้เราอย่าพึ่งกวนแม่เลยนะ” แล้วท่านก็หยิบเอาก้อนข้าวที่แม่ปั้นวางไว้ให้นำมาดูดประทังความหิว

การตั้งโรงงานทำวิชชา 

     แม้ภารกิจด้านการบริหาร การปกครอง  และการพัฒนาวัดปากน้ำภาษีเจริญ จะมีมากสักเพียงใดก็ตามแต่ท่านก็ไม่เคยละทิ้งการปฏิบัติธรรม รวมถึงการเผยแผ่วิชชาธรรมกายด้วย เพราะท่านถือว่าเป็นภารกิจที่สำคัญอย่างยิ่งในขณะที่ท่านศึกษาค้นคว้าวิชชาธรรมกายและสั่งสอนผู้อื่นให้บรรลุธรรมกายไปด้วยนั้นท่านได้คัดเลือกผู้ที่มีผลการปฏิบัติดีเยี่ยม ทั้งที่เป็นพระภิกษุ สามเณร แม่ชี อุบาสก อุบาสิกา จำนวนหนึ่งเพื่อรวมทีมศึกษาค้นคว้าวิชชาธรรมกายที่ละเอียดลึกซึ้งยิ่งๆ ขึ้นไป เรียกว่า การทำวิชชาปราบมาร และเพื่อให้การทำงานค้นคว้าวิชชาธรรมกาย เป็นไปอย่างต่อเนื่อง และอยู่ในสถานที่ที่เป็นสัดเป็นส่วน ในปี 2474 ขณะที่ท่านอายุได้ 47 ปี ท่านจึงได้สร้างอาคารเพื่อใช้ในการศึกษาค้นคว้าวิชชาธรรมกายขึ้นภายในวัดปากน้ำภาษีาเจริญในสมัยนั้นเรียกว่า  “โรงงานทำวิชชา”

หนึ่งในสักขีพยาน ธรรมกายเป็นของจริง

     พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำได้สอนให้เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม และการหลุดพ้นจากวัฏสงสาร ท่านยืนยันการบรรลุธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และยืนยันคำสอนของพระพุทธองค์ว่ามีจริง และดีจริง ดังนั้น หลวงปู่จึงเป็นผู้ทำให้เรามีความเชื่อมั่น และศรัทธาในคำสอนของพระพุทธองค์ที่ได้บันทึกไว้ในพระไตรปิฎก โดยเฉพาะคำว่า “ธรรมกาย”

พระพุทธศาสนาขจรขจาย

หลวงปู่เคยพูดถึงความสำคัญของ “ธรรมกาย” อยู่เสมอ ๆ ว่าอานุภาพธรรมกายเปรียบประหนึ่ง เป็นปุ๋ยที่บำรุงต้นไม้ให้เจริญงอกงาม การปลูกต้นไม้ให้ได้ดอกผลตามที่เราต้องการนั้นเราจะปลูกโดยไม่รดน้ำพรวนดินและใส่ปุ๋ยนั้นไม่ได้ เพราะต้นไม้จะไม่งอกงามให้ดอกผลตามที่เราต้องการ ชีวิตมนุษย์ก็เช่นกัน ถ้าอยากให้เจริญรุ่งเรืองก็ต้องทำตนให้เข้าถึงธรรมกาย ต้นไม้ก็ต้องใส่ปุ๋ย ชีวิตคนเราก็ต้องใส่ปุ๋ย… “ด้วยเหตุนี้ การเผยแผ่วิชชาธรรมกายจึงเป็นสิ่งที่หลวงปู่ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

เสี้ยวหนึ่งแห่งคุณธรรมของหลวงปู่

หลวงปู่เป็นบุคคลสำคัญที่หาได้ยากยิ่ง ท่านมีมโนปณิธานอันยิ่งใหญ่ที่จะนำพาสรรพสัตว์ทั้งหลายเข้าสู่พระนิพพานให้หมดก่อน แล้วท่านจึงจะเข้าพระนิพพานทีหลัง การกล่าวถึงคุณธรรมของบุคคลผู้มีจิตใจอันสูงส่งเช่นนี้ ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่คนธรรมดาสามัญจะสามารถทำได้อย่างครบถ้วน นี่เป็นเพียงเศษเสี้ยวของคุณธรรมความดีงามของท่านเท่านั้น